posted on 08 Dec 2009 11:18 by ann-master017
หลังยกเครื่องปั่นไฟ ถังน้ำมัน
และเครื่องใช้จิปาถะที่จำเป็น
ขึ้นรถจี๊ปเพื่อนำไปช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
ในเมืองวอเรนรัฐมินนิโซตา
ผมก็ขับรถมุ่งหน้าไปยังจุดหมาย
เมื่อถึงด่านหน่วยทหารรักษาดินแดน
ผมยื่นตราหน่วยดับเพลิงให้เจ้าหน้าที่ดูตามธรรมเนียม
ทหารโบกให้ผมผ่านด้วยท่าตะเบ๊ะที่สมบูรณ์แบบ
หัวใจผมพองโตที่มีคนแสดงความเคารพ
ขาขับกลับบ้านผมแวะคุยกับทหารคนเดิม
และขอบคุณที่เขาทำความเคารพผม
"ผมไม่ได้ตะเบ๊ะเสียหน่อย"
เขาอธิบาย
"บอกให้รู้เท่านั้นว่าน้ำ
ท่วมสูงแค่ไหน
posted on 13 Nov 2009 11:27 by ann-master017
นาธาน โอมาน (Nathan Oman) หรือ นายนธัญ โอมานันท์ เกิดวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ.2524 เป็นลูกครึ่งไทย (นครศรีธรรมราช) - เนปาล ส่วนสูง 179 เซนติเมตร น้ำหนัก 66 กิโลกรัม เกิดและโตที่เนปาล ก่อนที่ นาธาน โอมาน จะหนีออกจากบ้านและมาอยู่ประเทศไทยเมื่อตอนอายุ 15 ปี ด้วยกระเป๋าหนึ่งใบและหัวใจกว้างๆ หนึ่งดวง
โดยเริ่มเข้าเรียนต่อที่นานาชาติ ภูเก็ต ก่อนมาเข้าเรียนเพาะช่าง 2 ปี และย้ายไปศึกษาระดับปริญญาตรี ที่คณะครุศาสตร์ (เอกศิลปะ) มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ซึ่งที่เลือกเรียนคณะนี้ เพราะสมัยเด็กๆ เด็กชายนาธานชื่นชอบศิลปะมากกว่าวิชาอื่นๆ และรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ตัวเองรัก โดยหนุ่มคนนี้บอกว่าศิลปะเป็นสิ่งดีจะติดตัวเราไปทุกที่ และเขาก็รักศิลปะ พร้อมกับได้เรียนรู้ศิลปะมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะที่เนปาลแวดล้อมไปด้วยศิลปะ โรงเรียนที่นั่นเน้นสอนวิชาทางศิลปะ โบราณคดี ภาษา มากกว่าคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์
ส่วนงานอดิเรก นาธาน โอมาน ชอบเล่นกีฬา ท่องเที่ยว รวมถึงสะสมภาพถ่าย ซีดีเพลง และผลงานตัวเอง แต่ถ้ามีเวลาว่างเขาจะชอบอ่านหนังสือ แต่งบ้าน ทำงานศิลปะ และถ้ามีเวลามากๆ เขาก็ไม่รอช้าที่จะแพ็คกระเป๋าเดินทางไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก ที่สำคัญเขามีความสามารถพูดได้ 5 ภาษา คือ ฝรั่งเศส, เนปาล, รัสเซีย, อังกฤษ และภาษาไทย
สำหรับเส้นทางในวงการมายาของ นาธาน โอมาน
เริ่มด้วยการถ่ายแฟชั่นตามนิตยสาร ถ่ายโฆษณาสินค้านานาชนิด และด้วยหน้าตาที่คมเข้มจนไปสะดุดตาค่ายอาร์เอส จนชักชวนให้มาเป็นศิลปินในสังกัด
มีอัลบั้มแรกสไตล์ป็อปร็อกชื่อ Nathan ตามมาด้วยอัลบั้มที่ 2 สิ่งที่เรียกว่าหัวใจ ซึ่งก็ทำให้เขากลายเป็นที่รู้จักในเวลาไม่นาน และวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ.2547 ชื่อของเขาก็ปรากฎในหน้าหนังสือพิมพ์หลายๆ ฉบับอีกครั้ง
หลังจากเกิดภัยพิบัติคลื่นยักษ์สึนามิ ครอบคลุมพื้นที่ชายฝั่ง 6 จังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามัน คือ ภูเก็ต พังงา กระบี่ ระนอง ตรัง และสตูล คร่าชีวิตนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติไปมากมาย ซึ่งในเหตุการณ์ครั้งนั้นก็มีผู้ที่รอดชีวิต และหนึ่งในนั้นก็มีชื่อของ นาธาน โอมาน รวมอยู่ด้วย ทำให้เขากลายเป็นที่รู้จักมากขึ้น หลายๆ รายการเชิญหนุ่มคนนี้ไปบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว
แต่จากนั้นชื่อของเขาก็ค่อยๆ จางหายไปจากแวดวงสื่อบันเทิง จะมีก็แต่กระแสเล็กๆ น้อยว่า เขาเปิดบริษัททำทัวร์ไปเที่ยวประเทศเนปาล และผลงานเขียนหนังสือเรื่อง ผมมันเด็กหลังเขา (หิมาลัย) และ โลกนี้ไม่เหงาแล้ว (Not A Lonely Planet) บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเขาและประเทศบ้านเกิด ฝากให้แฟนๆ อ่านให้หายคิดถึง
จนเมื่อประมาณเดือนตุลาคม พ.ศ.2551 นาธาน โอมาน ได้ออกมาประกาศว่า เขาได้เล่นหนังฮอลลีวูดเรื่อง The Prince Of Red Shoe ของบริษัทบิ๊กบลู ในเครือค่ายทเวนตี้ เซ็นจูรี ฟอกซ์ โดยมี วูลฟ์ กัง และ มูฮำหมัดซูอัต เป็นผู้กำกับ และแสดงร่วมกับดาราดังอย่าง บรูซ วิลลิส และ คริสติน่า ริชชี่ ทำให้ชื่อของเขากลับเข้ามาในสารระบบของวงการมายาอีกครั้ง
แต่เมื่อเวลาผ่านไปซักระยะ ผู้คนในโลกไซเบอร์ได้ทำการสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับหนังเรื่อง The Prince Of Red Shoe แต่หนังเรื่องดังกล่าวกลับไม่พบหลักฐานใดๆ ที่บ่งบอกว่า นาธาน ไปเล่นหนังฮอลลีวูดจริงๆ จึงกลายเป็นหัวข้อถกเถียงในกระทู้เป็นวงกว้าง พร้อมๆ กับเม้าท์กัยสนุกปากว่า เขาเป็นคนลวงโลก พูดจาโกหก สร้างเรื่องขึ้นเพื่อต้องการโปรโมทตัวเอง รวมไปถึงขุดคุ้ย ประวัตินาธาน โอมาน โดยระบุว่า นาธานไม่ได้เป็นลูกครึ่งเนปาลอย่างที่กล่าวอ้าง ผนวกกับที่ดีเจสาว “เจเจ” ออกมาแฉว่าโดน นาธาน โอมาน ยักยอกเงินของร้านที่เขามีหุ้นลมรวมอยู่ด้วย ทำให้ชื่อเขากลายเป็นที่สนใจขึ้นมาอีกครั้ง
แต่งานนี้ นาธาน โอมาน ก็ออกมาโต้ทันควันว่า ไม่เป็นความจริง พร้อมกับจะแจ้งความกลับอย่างแน่นอน ส่วนเรื่องที่มีคนกล่าวหาว่าเขาสร้างประวัติตัวเองมาหลอกคนอื่นนั้นก็ไม่ เป็นความจริง เพราะนักร้องหนุ่มยืนยันหนักแน่นว่า เป็นลูกครึ่งไทย-เนปาล พร้อมกับระบุว่า เขามีพาสปอร์ตใช้ชื่อ นธัญ โอมานันท์ ภาษาอังกฤษใช้ NATHAN OMAN และมี 2 พาสปอร์ต คือ พาสปอร์ตไทย กับโอมาน แต่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นพาสปอร์ตไทยแล้ว เพราะว่าอยู่เมืองไทยนาน ถือสัญชาติไทย และคุณแม่เป็นคนสตูล พ่อเป็นแขกขาว เป็นคนเนปาล
ส่วนกรณีที่มีกระแสกล่าวหาว่าเขาเป็นคนลวงโลกนั้น นาธาน โอมาน เปิดใจว่า ยืนยันว่าไปถ่ายจริง แต่กระบวนการของการถ่ายหนัง ไม่จำเป็นที่จะต้องมานั่งพูดหรือมานั่งตอบโต้ว่านี่คือรูปที่ถ่ายกับ บรู๊ซ วิลลิส รูปที่ถ่ายกับ คริสติน่า ริชชี่ หนังทั้งหมดนี่คือเบื้องหลัง พูดอย่างนั้นไม่ได้ เพราะที่เหลือมันเป็นพีอาร์ของบริษัท มันเป็นสิทธิของเขา เราเป็นแค่คนๆ หนึ่ง และหนังเปิดกล้องไปเมื่อประมาณเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ส่วนชื่อเรื่องที่เขาตั้งไว้ คือ Red Shoe แต่ว่ายังไม่แน่ใจว่าจะเป็นเรื่องนี้หรือเปล่า แต่เขาตั้งชื่อไว้เป็นตัวอย่าง ส่วนสถานที่ถ่ายทำก็หลายประเทศ ทุกเมืองแขกของยูเออี มีพวกเมืองกลางทะเลทราย แทบตะวันออกกลาง อาทิ ประเทศโอมาน
posted on 04 Nov 2009 11:49 by ann-master017
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเกาะหนึ่งซึ่งรวบรวมความรู้สึกทั้งหมดอาศัยอยุ่ด้วยกัน ความสุข ความเศร้า ความรู และอื่นๆๆอีกมากมาย
วันหนึ่ง มีประกาศไปยังความรู้สึกทั้งหมดว่าเกาะกำลังจะจมน้ำดังนั้นทั้งหมดจึงได้ เตรียมเรือเพื่อจะหนีออกจากเกาะ ความรักเท่านั้นที่ตัดสินใจ
อยุ่บนเกาะความรักต้องการที่จะอยู่จนกระทั้งวินาทีสุดท้ายเมื่อเกาะจะจมน้ำความรักจึงตัดสินใจขอความช่วยเหลือ.......
ความรวยแล่นเรือผ่านมา และตอบว่า "ไม่ได้หรอกเรารับเธอไม่ได้ เพราะว่าเรือฉันเต็มไปด้วยทองและเงิน แล้ว ฉันไม่มีที่ให้เทอ"
ความรักจึงตัดสินใจจะถามเห็นแก่ตัวซึ่งผ่านมาเหมือนกันด้วย "เรือลำงาม ความเห็นแก่ตัวช่วยฉันด้วย ฉันช่วยคุณไม่ได้หรอก ความรัก...คุณนะตัวเปียกอาจทำให้เรือฉันเปียกไปด้วย"
ความเศร้าได้พายเรือเข้ามา ความรักก็ได้เอ่ยขอความช่วยเหลืออีก "ความเศร้าอนุญาติให้ฉันขึ้นเรือคุณนะ โอ้ความรัก ฉันกำลังเศร้ามากเลยฉันต้องการอยุ่คนเดียว ขอโทษนะ"
ความสุขได้ผ่านความรักไปแล้วเหมือนกัน แต่เขามิได้ยิน.....แม้แต่เสียงร้อง...เรียกขอความช่วยเหลือของความรักเพราะมันมัวแต่กำลังสุข
ทันใดนั้น มีเสียงดังขึ้นมา "มานี่ความรัก ฉันจะรับคุณไปเอง" ความรักขอบคุณและดีใจเป็นอย่างมากจนลืมถามชื่อว่า ใครคือผู้ใจดีผู้นั้น เมื่อพวกเขาถึงแผ่นดินที่แห้งก็จากไปตามทางของแต่ละคน
ความรักนึกขึ้นมาได้ว่า ลืมถามชื่อผู้ที่ช่วยเหลือเขา ความรักจึงถามความรู้ "ใครเหรอที่เป็นคนช่วยฉัน"
ความรู้ตอบด้วยความภาคภูมิใจในความรอบรู้ของตนเองว่า"เวลา" ความรักถามต่อว่า "แต่ทำไมเวลาถึงช่วยฉันละ" ความรู้ยิ้มในความรอบรู้ของตัวเอง แล้วตอบความรักว่า "ก็เพราะว่า เพียงเวลาเท่านั้น ที่เข้าใจว่า ความรักที่ยิ่งใหญ่แค่ไหน"
แต่ว่า...มีสิ่งหนึ่งที่เราลิมเลือนไป ถ้าหากจะไม่กล่าวถึงเสียเลยขณะที่ความรักกำลังมองหาคนช่วยเหลือออกจากเกาะ ความรัก คงยุ่งอยุ๋กับการมองหาผู้อื่น..จนลืมมองหาที่ความเป็นเพื่อนซึ่งเลือกที่จะ อยุ่เคียงข้างความรักตั้งแต่แรกแล้ว เพราะความเคยชินจึงทามให้ความรักมองไม่เห็นความสำคัญของความเป็นเพื่อน...
ความเป็นเพื่อนรู้ดีว่า ตนไม่จากไปเหมือนกาลเวลา ความเป็นเพื่อนรู้้สึกดีว่า ตนไม่รังเกียจความเห้นแก่ตัว ความเป็นเพื่อนรู้ดีว่าตนไม่แบ่งชั้นเหมือนความรวย ความเป็นเพื่อนรู้ดีว่าตน ไม่อ้างว้างเหมือนความเศร้า และความเป็นเพื่อนรู้ดีว่าตน ... ไม่เปลี่ยนแปลงเหมือนความสุขทั้งนี้เพราะ ความเป็นเพื่อนจะอยุ๋ในจายเราตลอดไป